คู่มือสำหรับครูฝึกหวิงชุน โดยอาจารย์โรเบิร์ต ชู

 

แปลและเรียบเรียงโดย อ.อนันต์ ทินะพงศ์

ตั้งแต่ปีคศ 1950เป็นต้นมาหวิงชุนกลายเป็นมวยที่มีชื่อว่าใช้ในการต่อสู้ป้องกันตังเนื่องจาก ผู้ฝึกมวยหวิงชุนในสมัยนั้นใช้มวยนี้ประลองกับมวยกังฟูหลากสำนัก หวิงชุนขึ้นชื่อว่าเป็นมวนที่ง่าย ตรง การเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ ใช้อ่อนสยบแข็ง และเป็นมวยที่ทันสมัย ไม่โบรณ ผม (อาจารย์โรเบริต์ หรือจูเสาไหล่) โชคดีที่ได้ได้ฝึกฝนหวิงชุนกับอาจารย์หลายท่านที่ได้ศึกษาค้นคว้า หมั่นฝึก สอนและผ่านขบวนการพัฒนาที่ลำบากสำหรับหวิงชุน ผมเป็นหนี้บุญคุณอาจารย์ผม อาจารย์ฮอกกิ่นเฉียง ผู้ซึ่งได้นำความสว่างและนำผมพัฒนาสู่ขั้นสูงสุดของศาสตร์หวิงชุนนี้

หวิงชุนั้นเรียนง่ายมาก ทั้งระบบ SYSTEM มีแค่มวยสามเส้น หุ่นไม้หนึ่งเส้น กระบองหกแต้มครึ่ง และมีดคู่หนึ่งเส้น ในฐานะครูฝึกคุณควรจำไว้ว่ามวยหวิงชุนนั้นสอนง่ายมากในชั้นต้น คำถามคือว่าคุณได้ทดสอบมันด้วยตนเองหรือไม่ คุณสามารถใช้มวยหวิงชุนในการต่อสู้จริงหรือไม่ คุณได้ต่อสู้หรือใครที่คุณได้ต่อสู้มาก่อน คุณสมารถใช้หวิงชุนกับมวยสายอื่นหรือไม่อย่างไร คุณสามารถใช้เครื่องมือหวิงชุนต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างไร ด้วยความคิดนี้อาจารย์หวังว่าคุณจะทำการค้นคว้า พัฒนาและฝึกฝนต่อไปโดยใช้การค้นคว้าของอาจารย์ที่จะกล่าวต่อไปเป็นไกด์

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหวิงชุน

1) หวิงชุนเป็นระบบ ไม่ใช่สไตล์
2) จุดประสงค์ของหวิงชุนคือการทำลายความกลัว
3) หวิงชุนไม่ใช่เน้นที่เทคนิค แต่เป็นศาสตร์ที่อิงมโนคติ (concept) และหลักการ (principle)
4) หวิงชุนเป็นศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวสูงสุดกว่าศาสตร์ใดๆ โครงสร้างหวิงชุนถูกออกแบบให้เร็วสุดๆ
5) หวิงชุนอิงมากๆกับเวลาในการกระทำที่พอเหมาะ.
6) หวิงชุนคุมและคงไว้ซึ่งเส้นกลาง
7) หวิงชุนดักคู่ต่อสู้ทั้งทางสรีระ ทางความคิด และอารมณ์  หวิงชุนเน้นการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โดยการสัมผัส การฝึกฝนมือแขนเกาะติด หรือชี้เสา และการฝึกฝนที่จะลดเวลาในการตอบสนอง
9) หวิงชุนไม่มีท่าแก้หรือท่ากระทำที่ตายตัว การใช้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้
10) การฝึกหวิงชุนเน้นการฝึกกับคู่ฝึก
11) หวิงชุนส่งพลังออกจากทั้งร่างไม่ใช่เฉพาะจากที่แขน
12) ขาและม้าของหวิงชุนนั้นสำคัญไม่แพ้มือและท่ามือของหวิงชุน
13) หวิงชุนเป็นมวยอ่อน เป็นวิทยายุทธ์ที่อิงวิทยาศาสตร์ และสามารถใช้ฝึกฝนจนแก่เฒ่าได้

หลักของการเผจิญหน้าด้วยสามเหลี่ยม

นี่เป็นหมวดฝึกหัดที่สอนและให้คำจำกัดความเกี่ยวกับเส้นกลางร่วม (ระหว่างเรากับคู่ต่อสู้)

ความคิดทั่วไปคือความสามารถในการหันหน้าเข้าหาคู่ต่อสู้ด้วยแขนทั้งสองข้างในเวลาเดียวกัน ฝึกฝนกับคู่ฝึกที่หันหน้าหาคุณด้วยการวาง ไป๋จ้องโดยยื่นมือทั้งสองข้างออกให้ฟอร์มรูปสามเหลี่ยมหันหาเส้นกลางคู่ต่อสู้ เมื่อคู่ต่อสู้เปลี่ยนไป๋จ้องของเขาเราก็เปลี่ยนตามเพื่อครองเส้นกลางให้ได้

หลักของเส้นผ่ากลาง

เส้นผ่ากลางคือแนวประทะหรือรับที่สั้นที่สุดระหว่างเรากับคู่ต่อสู้ แกนกลางของหวิงชุนคือการเข้ากระทำที่เส้นกลาง ใช้เส้นกลาง ครอบครองเส้นกลาง และควบคุมเส้นนี้ให้ได้ มีวิธีการของเส้นกลางนี้ห้าวิธีคือ

a) เผจิญหน้าเส้นกลาง โดยหันจมูกเราหันตรงต่อจมูกคูษต่อสู้ เพื่อที่จะคุมหรือครองเส้นกลางนี้

b) การคุมเส้นกลาง เราต้องรักษาและคุมเส้นกลาง ด้วยม้าและสะพานมือ อย่าปล่อยให้คู่ต่อสู้อยู่นอกความควบคุมของเรา

c) เปลี่ยนเส้นกลางของเรา เมื่อคู่ต่อสู้คุมหรือครองเส้นกลางของเรา เราเราต้องเปลี่ยนองศาหรือมุมที่จะโจมตีอีกมุมหนึ่ง

d) การกลับสู่เส้นกลาง เกี่ยวกับนิยามการปรับเปลี่ยนเส้นกลาง ถ้าคู่ต่อสู้คุมเส้นกลางของเรา เราต้องสู้เพื่อที่จะกู้คืนมา

e) ทำลายเส้นกลาง (พอจ๋อง) เมื่อคู่ต่อสู้ครองเส้นกลางเรา เราต้องตีให้กระจาย (smash) หรือทำลายการควบคุมของเขาด้วย ก้านเสา จั๋มเสา หรือท่าอื่นๆ

f) เส้นกลางกับจิตใจ ในหวิงชุน คำว่าเส้นกลางหรือ “centerline” หรือ จ้งซีน ไม่ได้หมายถึงเส้นกลางของการต่อสู้เท่านั้น มันหมายถึงความคิด your mind หรือ ซั้ม สิ่งที่คุณทำ ปัญหาที่คุณแก้ วิถีทางที่คุณดำเนินชีวิต ถ้าคุณอยู่ห่างเกินไปทางซ้ายหรือขวา มันต้องใช้เวลาที่จะกลับมาอยู่ตรงกลางอีกครั้ง ตรงกลางไม่มีความเห็น (ความคิด) เหมือนวิถีทองคำแห่งลัทธิเต๋า the golden mean of Confucius จิตใจที่อยู่ตรงกลางคือการเห็นที่ถ่องแท้ ในชีวิต หยินหยางของเราต้องสมดุลย์ เมื่อนั้นคุณจะอยู่ตรงกลาง

หลักของ ร่างนำมือ และ มือนำร่าง

เมื่อร่างนำมือเราจะใช้พลังของร่างทั้งหมดในท่าร่างของเรา ร่างเราจะนำมือเราไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ เช่น ก้านเสา ควั่นเสา เมื่อเราหมุนด้วยม้า เมื่อมือนำร่างเราจะเน้นถึงความเร็วมากกว่าพลัง หลักทั้งสองนี้อธิบายในตัวอยู่แล้ว และเราควรจะสามารถหาตัวอย่างของแต่ละหลักได้ไม่ยาก เมื่อเราชี้เสาเราสามารถหัดได้ทั้งสองหลักแต่ต้องจำไว้ว่า คนที่ตีทีแรกไม่จำเป็นต้องชนะเสมอไป จำไว้ว่าเราจะเอาแต้มหรือน๊อคคู่ต่อสู้ ถ้าเอาแค่แต้มคือ เอามือนำตัว แต่ถ้าจะน๊อคคู๋ต่อสู้คือเอาตัวนำมือ

โครงสร้างของ ร่างกาย ลำตัว การยืน เอว และมือ

A) ร่างกายสัมพันธ์ และ โครงสร้างโครงสร้างอ้างอิงถึงตตำแหน่งและรูปร่างของร่างกาย หรือการจัดเรียงร่างกาย ม้า เอวและมือให้ถูกต้องเพื่อที่จะเชื่อมอวัยวะทั้งหมดเข้าด้วยกันกับร่างกายเพื่อส่งพลังได้สูงสุด ตัวอย่างที่ดีของโครงสร้างที่ดีจะเน้นให้เห็นถึงทุกส่วนของการยืน เอว ลำตัว มือ จะถูกจัดเรียงให้เป็นเส้นโค้งดังรูปตัว ( ตัวอย่างที่เลวของโครงสร้างร่างกายจะเห็นว่าร่างกายส่วนบนและส่วนล่างจะเชื่อมกันที่เอวตามเส้นโค้งจะทำให้เห็นโครงสร้างโค้งดังรูปตัว S และมากกว่านั้นคือเอวและหัวเหน่า pelvis ต้องดันออกเมื่อได้รับแรงกดดัน ถ้าเอวและหัวเหน่าไม่ดันออกขณะรับแรงจะทำให้ร่างกายส่วนบนยวบตัวลงมา และทำให้โครงสร้างถูกทำลายไป ม้าเราต้องมีรูปร่างดังคันธนูที่ถูกรั้งจนสุด ( ( นี่เรียกว่า จี่หงงึงหมา Ji Ng Ma โดยทั่วไปเราจะเห็นการสาธิตหวิงชุนโดยที่ผู้ฝึกจะยืนบนม้าหลัง โฮ่วหมา แต่ถ้านี้ต่างกับม้าหลัง หรือโฮ่วหมา เพราะว่ามันจะเน้นแรงให้ไปอยู่ที่เข่าของขาหลัง เมื่อถูกดันขาหลังก็จะดันหรือส่งแรงลงสู่พื้น เมื่อถูกดึงแรงจะถูกส่งลงพื้นโดยขาหน้า น้ำหนักจะถูกปันอยู่ประมาณครึ่งๆ

B) วิถีแห่งตา เมื่อเรามองควรใช้ตามองและจับข้อมูลทั้งหมดที่จะจับได้ก่อนจะเข้าต่อสู้กับคู่ต่อสู้ การมองไม่ใช่การจ้องตาย เรามองเพื่อที่จะดูว่าคู่ต่อสู้จะเป็นอันตรายได้ตรงไหนบ้าง ความคิดที่จะมองศอกและเข่าของคู่ต่อสู้เป็นวิธีที่สามัญเกินไป เราควรฝึกที่จะมองอกคู่ต่อสู้ และต้องสามารถที่จะจับได้แม้แต่การหมุนเล็กๆ หลายสำนักล้วนแต่ใช้การหมุนให้เกิดพลัง มีแต่หวิงชุนและมวยเพียงไม่กี่ชนิดที่ไม่ต้องใช้การหมุนเพื่อให้เกิดพลัง แต่เราก็ยังคงสามารถจับได้ว่าคู่ต่อสู้จะเคลื่อนไหวด้วยการมองให้ลึก เราไม่ควรมองที่หน้าเพราะคู่ต่อสู้อาจจะหลอกล่อได้ด้วยตา เราต้องหัดให้ตาต้องไม่กระพริบระหว่างการต่อสู้ โดยเฉพาะการต่อสู้ด้วยอาวุธ เรามีคำพูดในหวิงชุนเกี่ยวกับการใช้ตาว่า “เมื่อเห็นรูปร่างให้ตีรูปร่าง เมื่อเห็นเงาให้ตีเงา ” คำพูดนี้ลึกซึ้งมาก เพราะมันหมายถึงว่าเราได้ สำเร็จการมองโดยไม่จ้องตายได้แล้ว และยังหมายถึงว่าเราไม่อาจที่จะเชื่อได้ว่ารูปร่าง เงา ที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นอย่างที่เห็นเสมอ

C) วิธีของร่างกาย

Fou – เฝ่า ลอย
Chum – ชั่ม จม
Tun – ทั้น กลืน
Tou – โถว คาย ถุยออก

วิธีแห่งการก้าวย่าง

Bik – ปิ๊ก กดดัน
Biu – ปิ้ว พุ่ง
Sam Gwok – สามกว๊อก สามเหลี่ยม
Mui Fa – หมุ่ยฟ้า ดอกเหมย
Ba Fong Bo Fa – ปาฟ้องโป่วฟา ท่าก้าวแปดทิศ
Gor Bo – กอโป่ว ท่าข้าม
Ding Ji Bo – เต้งจี่โป่ว ท่าก้าวตัว “T”
Kou Bo – เคาโป่ว ท่าก้าวเกี่ยว Hook Step
Tun Hou Bo – ทันเฮ่าโป่ว ท่าก้าวไปหลัง

การหายใจ หายใจแบบธรรมชาติคล้ายของทารก โดยใช้ท้องหายใจ หายใจเมื่อต้องหายใจ

ตำแหน่งของ ท้าน ป๋อง ฝก

a) ท้านเสา ท้านเสาทำมุม 90 องศากับร่างกาย ความสูงมันนั้นขึ้นอยู่กับการเผจิญหน้ากับคู่ต่อสู้หรือขึ้นอยู่กับสะพานมือของฝ่ายตรงข้าม ฝ่ามือนั้นยื่นออกและงอนิดๆที่ข้อมือเหมือนขอทานกำลังขอเศษเงิน

b) ป๋องเสา ป๋องเสาเป็นท่ามือท่าเดียวของหวิงชุนที่มีข้อศอกที่บินออก ความสูงของป๋องเสานั้นขึ้นอยู่กับความสูงของสะพานที่มันสัมผัส ป๋องเสาจะถูกใช้ก็ต่อเมื่อมีพลังพอที่จะทำให้เกิดการใช้ป๋องเสาขึ้นมาได้ ลำแขนของป๋องเสาจะค่อยๆสโลปลงและบ่าต้องจม

c) ฝกเสา ฝกเสาต้องตั้งฉากกับร่างกายเช่นเดียวกับท้านเสา แต่ต่างกันตรงที่ฝกเสาอยู่บนสะพานหรือบนแขนคู่ต่อสู้ แต่ท้านเสาอยู่ข้างใต้สะพานหรือแขนคู่ต่อสู้

มือวิ่งและมือเปลี่ยน

a) มือวิ่ง หรือ เจ๊าเสา คือ คำพูดที่หวิงชุนใช้อธิบายการเปลี่ยนหรือการหนีของมือเมื่อศูนย์เสียตำแหน่งที่ถูกต้องไป หรือเมื่อถูกบังคับให้อยู่ในอีกตำแหน่งหนึ่ง เจ๊าเสาเป็นศาสตร์ในตัวมันเอง สำหรับผู้ที่ชำนาญแล้วสามารถที่จะวิ่งหรือหนีมือโดยที่คู่ต่อสู้ไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวเลย หรือสามารถขโมยหรือดอดเอามือและแขนมาอยู่บนสะพานมือคู๋ต่อสู้ในท่าเดียวอย่างรวดเร็ว (ยกตัวอย่าง แขน ต่อกรกับ ข้อมือ หรือ ศอก กับ กับแขน)

b) มื่อเปลี่ยน: คือวิธีการสลับเปลี่ยนมือกับสะพานมือคู่ต่อสู้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราโดนชกตรงและรู้สึกว่าเอาไม่อยู่หรืออยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ เราสามารถเปลี่ยนโดยใช้ ปิ้วเสา หรือ หลาบเสา เพื่อที่จะเรียกตำแหน่งที่ดีกว่ากลับมา

ซิวหนิ่มเธ่าว์

ซิวหนิ่มเธ่าว์เป็นมวยเส้นในการฝึกทักษะมากกว่าการต่อสู้ จุดสำคัญของมวยเส้นนี้คือโครงสร้างของร่ายกายและการยืน การฝึกในการถ่ายน้ำหนักร่างกายเข้าสู่เครื่องมือต่างๆของหวิงชุน ไม่มีการเคลื่อนไหวที่สิ้นเปลืองในการส่งพลังไปสู่อาวุธต่างๆ เมื่อคุณตีหรือชกในซิวหนิ่มเธ่าว์ มันไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัด ดังนั้นการโฟกัสและเป้าหมายจึงไม่สำคัญในการฝึกซิวหนิ่มเธ่าว์ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการฝึกมวยหวิงชุน เมื่อคุณกำหมัดบีบนิ้วกลางและนิ้วนางให้แน่นเพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้หมัดแน่นและสนับนิ้วเรียบทำให้คุณสามารถส่งพลังธรรมชาติออกไปได้ การหายใจเป็นตามธรรมชาติ ตามองตามมือ หมัดและฝ่ามือ กวาดสายตามองไปรอบๆทุกทิศ จิตนั้นสงบและมีความคิดอย่างเช่นชื่อของมวยเส้นคือ ” ไม่คิดถึงสิ่งใหญ่ คงคิดแต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ ไม่หวังว่าจะเก่งทันที สนใจแต่สิ่งเล็กที่อยู่ในมวยเส้นนี้”.

มวยเส้นซิวหนิ่มเธ่าว์ ประกอบด้วย

ฮอยหยี่จี่คิ่มเหยี่ยงหมา เปิดม้าอักขระเลขสองบีบเข่า

จ๋อเหย่าเจ็กช้งฉุ่ย หวิ่นเสา เซ้าควิ่น ชกหมัดซ้ายขวา หมุนมือ เก็บหมัด

จ๋อเหยาท้านเสา หวิ่นเสา หวู่เสา ฝกเสา หวิ่นเสา หวู่เสา 3X

พากเสา หยั่นเจี้ยง หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

จ๋อเหย่ากั่มเสา เฮ่ากั่มเสา ชิ่นกั่มเสา เซี้ยงหล่านเสา เชี้ยงฝาคเสา เสี้ยงหล่านเสา เซี้ยงจั่มเสา เซี้ยงท้านเสา เซี้ยงจัทเสา เซี้ยงปิ้วเสา เซี้ยงอั้นเสา เซี้ยงติ้งเสา เซี้ยงกวา เซ้าควิ่น

จ๋อเหยาพาคเสา ทิ้วเสา หว่างเจี้ยง หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

จ๋อเหยาท้านเสา จั๋มเสา ก้านเสา ท้านเสา (บ้างก็ขึ้นเป็นเหล่าเสา) หวิ่น/ไต้เจี้ยง หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

จ๋อเหยาป๋องเสา ฉั่มจ๋าง ทอกเจี๋ยง หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

หลิ่นหวาน ถุดเสา 3X
หลิ่นหวานควิ่น 6x
เซ้าเซ็ก

ฉั่มคิ่ว มวยเส้นสอง

ฉั่มคิ่วเป็นมวยเส้นที่สูงสุดของมวยหวิงชุน the most advanced form มันแสดงให้เห็นถึงการคุมสะพานแขนของคู่ต่อสู้ และนัยยะที่สำคัญของโครงสร้าง ความตระหนักถึงการขยับย้าย (shifting) และการหันซ้ายขวาของม้า เราต้องฝังโครงสร้างลงดิน ไม่ใช่หมุนเหมือนลูกข่าง ถ้าคู่ต่อสู้หมุนเหมือนลูกข่าง เราสามารถใช้พาคเสาและโยนเขาให้เสียศูนย์ ออกจากสมดุลย์ หล่านเสานั้นยืดหยุ่นแต่ก็กดไม่เข้าเลื่อนไม่ไป ใช้มันเป็นเกราะกำบัง มันจะทำให้เราเคลื่อนไปรอบๆหล่านเสาได้ ป๋องเสาต้องหันหาคู่ต่อสู้ตรงๆ จำฝกเสานอกและในที่เวลาใช้เหมือนแส้ให้ดี หัดฉั่มคิ่วช้าๆและตั้งใจและด้วยการยืนที่มั่นคง

มวยเส้นฉั่มคิ่วประกอบด้วย

ฮอยหยี่จี่คิ่มเหยี่ยงหมา ฮ่าซับจี่เสา เซี่ยงซับจี่เสา เซ้าควิ่น

จ๋อเหยาเจ็กช้งฉุ่ย หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

จ๋อเหยาเซี้ยงปิ้วจ๋อง ไผ่จ๋าง 3X เฝิ้นเสา ฉั่มจ๋าง พาคเสา 3X หลิ่นหวานเจี๋ยง 3X หล่านเสา/จวินซั้นป๋องเสา 3X – หล่านเสา เจ็กฉ้งฉุ่ย ฟาคเสา ฝกเสา ปิ้วเสา หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

จ๋อเหยาจวินหมาหล่านเสา หยั่นเกือก เสียงหมาป๋องเสา 3X เคาฉุ่ย ฝกเสา ปิ้วเสา หวิ่นเสา เซ้าควิ่น

จวินหมาหยั่นเกือก เซี้ยงใต๋ป๋อง 3X เซี้ยงจัดเสา เซี้ยงหยั่นเจี๋ยง เซ้าควิ่น จวินหมาหยั่นเกือก เซี้ยงใต๋ป๋อง 3X เซี้ยงจัดเสา เซี้ยงหยั่นเจี๋ยง เซ้าควิ่น

จ๋อหว่างเกือก จ๋อ/เหยา/จ๋อกั่มเสา หลิ่นหวานควิ่น 6X เซ้าเส็ก

ปิ๋วจี๋

แม้ว่า ปิ๋วจี๋จะเป็นมวยเส้นที่สามของหวิงชุน มวยเส้นนี้มีตรรกะเดียวกับ สิวหนิ่มเธาว์ ที่ฝึกให้ผู้ฝึกหัดยืดอาวุธออกไปอีกสี่นิ้วด้วยการใช้นิ้ว เริ่มแรกที่อาจารย์ (โรเบริต์) ฝึกปิ๋วจี๋นั้น มันเป็นเรื่องลับมากๆ หวิงชุนหลายสายจะพูดว่า “ปิ๋วจี๋ปัดฉุดหมุ่น” (แปลตรงๆคือว่า ปิ๋วจี๋ไม่ออกนอกประตู) หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าปิ๋วจี๋เป็นมวยเส้นสุดยอดและจะไม่ถูกสอนในที่แจ้งหรือแสดงในที่แจ้งเพราะมันมีท่าของหวิงชุนที่ใช้ในการตีและท่าที่ใช้ในเวลาคับขันมาก

หลังจากที่อาจารย์ได้เรียนมวยหวิงชุนจากอาจารย์ฮอกกิ่นเชียงแล้ว อาจารย์เริ่มเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับความคิดทีตกผลึกของปิ๋วจี๋มวยเส้นที่สามนี้คือว่า “ปิ๋วจี๋ปัดชุดหมุน” หมายถึงเราไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธหรือสิ่งที่เราเรียนในปิ๋วจี๋เลย เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังเล่นพนันกับการใช้วิชาช่วยชีวิตในสพานการณ์คับขัน เราไม่ควรจะอยู่ในสถานการณ์ที่แย่หรือเสียเปรียบ ที่ทำให้คุณต้องใช้เทคนิคในปิ๋วจี๋ ท่าหลายท่าของปิ๋วจี๋อาศัยตำแหน่งที่ไม่มั่นคง a broken position หรือตำแหน่งที่เราเสียการควบคุมเส้นกลางไปแล้ว ประโยชน์ของการใช้เทคนิคของปิ๋วจี๋คือการฝึกให้ผู้ฝึกสามารถที่จะแย่งคือนเส้นกลางมาได้ ถ้าเราถือว่า เส้นกลางระหว่างคนสองคนคือเส้นที่เร็วที่สุดในการเข้าตีคู่ต่อสู้ และการศูนย์เสียเส้นกลางคือการศูนย์เสียเส้นที่เร็วที่สุดในการเข้ากระทำละก้อ เราเริ่มที่จะเข้าใจแล้วว่าทำไมเราจึงต้องฝึกมวยเส้นนี้ ฮอกกิ่นเชียงสอนอาจารย์ว่าคุณไม่ควรใชปิ๋วจี๋เพียงแค่ว่า คุณแหลวไหลจนต้องเสียเส้นกลางไป เราควรที่จะใช้การเคลื่อนไหวและเทคนิคในสิวหนิ่มเธาว์และฉั่มคิ่ว อย่างมีประสิทธิภาพ จนปิ๋วจี๋ไม่จำเป็นต้องถูกนำมาใช้ นั่นแหละคือ ปิ๋วยจี๋ไม่ออกนอกประตูล่ะ

เมื่อโครงสร้างและฐานรากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับมวยหวิงชุนของเรา เราถือว่า สิวหนิ่มเธาว์คือ แหล่งกำเนิดพลังงานและฐานรากของหวิงชุน ซึ่งเน้นถึงการใช้โครงสร้างร่างกายและม้าทั้งปวง ส่วนฉั่มคิ่วเป็นมวยเส้นที่สูงสุดในการสอนให้เราสามารถปรับเปลี่ยน เคลื่อนไหวและหมุนร่างกาย โดยคงโครงสร้างและฐานรากอย่างมั่นคง หวิงชุนสำนักอื่นจะสนใจเทคนิคก่อนแล้วค่อยเรียนโครงสร้างร่างกายเป็นรอง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องอาศัยปิ๋วจี๋เพื่อแย่งคืนเส้นกลาง อาจารย์ฮอกกิ่นได้พูดให้ผมฟังหลายครั้งว่า “จะมีใครมั๊ยที่มีฝีมือพอที่จะทำให้อาจารย์อยู่ในตำแหน่งที่คับขันจนอาจารย์ต้องใช้ปิ๋วจี๋?”

หลายเทคนิคทีถูกบรรจุในปิ๋วจี๋ถูกขนามนามให้เป็น ท่วงท่าที่เรียกว่า เกากั๋บเสา หรือ มือในเวลาคับขัน หรือมือปฐมพยาบาล คำว่าปิ๋วจี๋นั้น คำแรก ปิ๋วหมายถึง พุ่ง ตรงเหมาะเหม็ง มาตรฐาน คำที่สองจี๋หมายถึง นิ้ว ชี้ หรือ เข็ม เอาสองคำรวมกัน คำทั้งสองมีความหมายที่แปลได้หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าเราแปลปิ๋วจี๋ว่าอย่างไรก็ตาม แต่ความหมายที่แท้จริงย่อมเหมือนกัน ปิ๋วจี๋จี้ตรงไปที่หัวใจของมวยเส้นปิ๋วจี๋ของหวิงชุนนี้ว่าหมายความว่าอะไรอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของปิ๋วจี๋ อยู่ที่เทคนิคที่ใช้ในเวลาคับขันและการทำลายสะพานมือของคู่ต่อสู้ ปิ๋วจี๋ใช้เทคนิคที่จะแก้คุณเมื่อคุณถูกดักหรือ trapped หรือมัดมือ (เอกลักษณ์ของหวิงชุน) และเมื่อโครงสร้างของเราถูกทำลายหรือไม่ประติดประต่อกัน มวยชุดนี้ใช้ท่าม้าในฉั่มคิ่ว และเราต้องจำให้มั่นที่จะคงไว้ซึ่งฐานที่มั่นคง เมื่อเราชกโดยปิ๋วจี๋ กล้ามเนื้อต้องผ่อนคลาย และเค้นเมื่อวินาทีสุดท้าย ผลดีของการเค้นกล้ามเนื้อในวินาทีสุดท้ายคือเราจะมีสปีดหรือความเร็วที่เร็วกว่าและเราสามารถเปลี่ยนองศาหรือมุมในการตีได้ง่ายดาย

ใช้ ไคว่จ๋าง เมื่อคู่ต่อสู้กดมายังป๋องเสาเรา และมือใต้ ไคว่จ๋างคือ ทุดเสา ใช้มันในการยกสะพานหรือข้อศอกคู่ต่อสู้ออก ส่วน ช้งเจี๋ยง (ตีด้วยฝ่ามือ) ล่างและบน ใช้ในการทำลายซี่โครงและคอหอยคู่ต่อสู้ ฝาคเสาและจั๋มเสาใช้ในการทำลายเส้นกลาง ก๋านเสาใช้ในการเคลียร์ clear หรือใช้เปิดแนวต้านล่างและบน หมั่นเสานั้นถูกฝึกให้วาดไปด้านข้างแต่ใช้จริงใช้ด้านหน้า ปิ๋วเสาใช้ในการครองเส้นกลาง เซี้ยงหลาบเสาใช้ในการดึงคู่ต่อสู้ไปด้านข้างที่ซึ่งเราจะตีด้วย เกี๋ยงจี๋ฉุ่ยหรือหมัดขิง และหว่างเสาฉุ่ย หรือหมัดฮุคขวางซึ่งเป็นการตีในแนวขวางต่ำ จบมวยชุดนี้ด้วย ซ้ามไปฝัดเพื่อที่จะหัดสมดุลย์ของเราและการกู้คืนสมดุลย์และโครงสร้าง อย่าลืมว่าเราไม่ต้องการโครงสร้างเมื่อเรากำลังจะตีคนอื่น แต่ต้องมีเมื่อใช้ในการป้องกัน! เมื่อเราฝึกปิ๋วจี๋จนชำนาญและเข้าใจแล้ว เราจะสามารถใช้เทคนิคของปิ๋วจี๋โจมตีด้วยนิ้ว และสะพานหรือแขนเราจะแข็งเช่นเหล็ก

มวยเส้นปิ๋วจี๋

– ฮ้อยจ้อง หยี่จี่คิ่มเหยี่ยงหมา ซับจี่เสา
– เจ็กช้งฉุ่ย ธิ้วเสา 3X – หว่างธิ้วเสา 3X – หวิ่นเสา – เซ้าควิ่น
– ไคว่จ๋าง 3X – ปิ๋วเสา – ฮับเกือกปิ๋วเสา – เซี้ยงกว่าฉุ่ย – เคาโป่ว 2X
– ไคว่จ๋าง – ปิ๋วเสา – ฮับเกือกปิ๋วเสา – เซี้ยงกว่าฉุ่ย – เคาโป่ว 2X
– ไค่วจ้าง – ท้านปิ๋วเสา – ช้งเจี๋ยง – ฝาคเสา – จ๋ามเสา – ปิ๋วเสา – หวิ่นเสา – เซ้าควิ่น 2X
– ไค่วจ้าง – ท้านปิ๋วเสา – ช้งไต๋เจี๋ยง – ฝาคเสา – จ๋ามเสา – ปิ๋วเสา – หวิ่นเสา – เซ้าควิ่น 2X
– กานเสา 3X – ฝัคเสา – ปิ๋วเสา – หวิ่นเสา – เซ้าควิ่น
– ฝาคเสา 3X – จั๋มเสา – หวิ่นหวู่เสา 3X – ปิ๋วเสา – หวิ่นเสา – เซ้าควิ่น 2X
– ปิ๋วเสา 3X – ช้งเจี๋ยง – ฝาคเสา – จั๋มเสา – ปิ๋วเสา – หิวิ่นเสา – เซ้าควิ่น 2X
– เซี้ยงหลาบเสา – จวินซั้น – เกี้ยงจี๋ฉุ่ย – จั๋มเสา – ธกเจี๋ยง – หวิ่นเสา – เซ้าควิ่น 2X
– ซ้ามไปฝัด – เซ้าเส็ก

หมกหยั่นจ๋อง หุ่นไม้

หุ่นไม้เป็นอุปกรณ์การฝึกเมื่อคุณไม่มีคู่ฝึกด้วย เราไม่ได้ฝึกตีหุ่นไม้เพื่อที่จะทดแทนคนจริงๆ การฝึกนั้นควรตีแต่ละตอนช้าๆ เพื่อที่จะตรวจโครงสร้างของร่างกายและม้าว่าถูกต้องหรือไม่ อย่าตีหุ่นแรงๆหากเรายังไม่มีเวลาและวิธีการตีที่ถูกต้อง

สะพานแขนของเราควรจะเกาะติดกับหุ่นไม้ ท่าตีสองท่อนแรกของหุ่นไม้เป็นท่อนที่สำคัญที่สุด ตามด้วยท่อนที่เหลือที่แสดงให้เห็นศิลปะที่แท้จริงของมวยหวิงชุน เราควรจะฝึกหุ่นไม้เป็นขั้นๆดังนี้

a) เบสิคของจ๋อง หรือของหุ่น ให้แยกชุดตีของหุ่นเป็นท่าๆ และนำมาฝึกแยกกัน พวกศิษย์จะหัด ก้านเสา ควั่นเสา หวิ่นเสา เซี้ยงฝก เซี้ยวทอก และอื่นๆ โดยให้ฝึกแต่ละท่าจนช่ำชอง ถ้ามีหุ่นไม้เพียงหุ่นไม้เดียว นักเรียนทั้งหมดควรจะผลัดกันตีหุ่นไม้
b) การฝึกชุดหุ่นไม้ 116 ท่า
c) การฝึกกับหุ่นไม้แบบฟรีสไตล์
d) การฝึกท่าโดยไม่มีหุ่นไม้ ต๋าฮ้งจ๋อง
e) การใช้ท่าต่างๆในหุ่นไม้กับสถานการณ์ต่างๆ

ข้อสำคัญในการฝึก หลกเสา และ ทุ้ยหมา

1) หลีกเลี่ยง ข้อผิดพลาดของการ เลื้อยหรือคลาน ‘Crawling’ และการ ไหลหลื่น `Slipping’

`Crawling หรือการเลื้อย’ เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่มีตำแหน่งที่ดี และ พยายามที่จะคลานหรือเลื้อยเพื่อที่จะคุมสะพานหรืออยู่บนแขนฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา เราสามารถที่จะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดนี้ได้ด้วยการจมไหล่ทั้งสองลง ถ้าเราพบว่าเราพยายามที่จะยกไหล่ละก้อ หมายความว่าเราพยายามจะเลื้อยเพื่อที่จะขโมยตีคู่ต่อสู้

`Slipping หรือการไหลลื่น’ เกิดขึ้นเมื่อเรา แลกหมัดสั่วๆกับฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะใช้การคุมที่ถูกต้อง เราเอาแต่ยิงหมัดออกไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยตนเอง

จำไว้ว่า การคุมคือความปลอดภัย และความปลอดภัยคือการคุมที่ดี

2) คงไว้ซึ่งโครงร่างที่ถูกต้องและม้าที่ดี ทุกคนสามารถที่จะโพสต์ท่าที่สวยให้คนถ่ายรูปได้ การทดสอบที่ดีคือให้คู่ฝึกกดดันเรา แล้วดูว่าเราสามารถที่จะคงไว้ซึ่งโครงร่างที่ถูกต้องได้หรือไม่ เราต้องสามารถที่จะทำให้ความกดดันของคู่ต่อสู้สลายไปด้วยโครงสร้างเราเอง เอวและหัวเหน่าคือส่วนสำคัญในการทำให้แรงกดนั้นเป็นศูนย์

This entry was posted in wingchun and tagged . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s