เดวิด โบห์ม กับไดอะล็อก

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=12/Dec/2547&news_id=99363&cat_id=110805

..

12 ธันวาคม 2547    กองบรรณาธิการ 

หมู่นี้มีการนำโบห์เมียนไดอะล็อกการสนทนาที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู เรียกว่าสุนทรียสนทนามาใช้กันในมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นัยหนึ่งเป็นเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้ง

ที่ประหนึ่งเป็นการทำสมาธิที่สร้างมณฑลแห่งพลัง  คำพูดของวิศิษฐ์อีกหรือมณฑลแห่งปัญญาที่เป็นคำของผู้เขียน  นั่นคือที่มาของปัญญาญาณทัสนะ นั่นคือที่มาของศิลปะสุนทรียกรรม (arts and aesthetics) หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดบทกวีหรือการร่ายรำ  ผู้เขียนเคยนำเรื่องโบห์เมียนไดอะล็อกมาเขียนในคอลัมน์นี้หลายครั้ง  แต่ไม่เคยเอาประวัติของเดวิด โบห์ม  มาเขียน และไม่เคยอธิบายว่าคลื่นแห่งปัญญาที่ผู้ร่วมสนทนาได้จากไดอะล็อกซึ่งก็คือญาณทัสนะที่ได้จากสมาธิ  กระทั่งคือสุนทรียภาพที่อยู่เบื้องหลังงานศิลปะที่แท้จริง ทั้งหมดนั้นสามารถอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ใหม่หรือไม่อย่างไร?

เดวิด  โบห์ม  เกิดที่เพนซิลเวเนียในปี 1917 เป็นลูกชายของนักธุรกิจที่ประสบกับความสำเร็จพอควร โบห์มเรียนฟิสิกส์จนจบปริญญาเอกในปี  1943  ที่เบิร์กลีย์ และเป็นศิษย์ของโรเบิร์ต   อ็อบเปน  ไฮเมอร์ ที่เรียนฟิสิกส์จากนีลส์ บอห์ร ที่กรุงโคเปนเฮเกนโดยตรง  ดังนั้น โบห์มจึงค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อแควนตัมฟิสิกส์ที่ประกาศ  “การแปลของโคเปนเฮเกน” (Copenhagen  Interpretation) ของทฤษฎีแควนตัม  ที่มีสอง (สาม) สหาย ที่ต่างก็ได้รางวัลโนเบล  คือนีลส์ บอห์ร เวอร์เนอร์ ไฮเซ็นเบิร์ก และคงต้องนับวูลฟ์กัง  พอลี ด้วยเป็นตัวตั้งตัวดี  แม้ว่าในช่วงหลัง – จากการพูดคุยกับไอน์สไตน์ที่ก็อยู่ที่ปรินซ์ตันในตอนนั้น  –  จะทำให้โบห์มเข้าใจความจริงของจักรวาลปรากฏการณ์  (ordinary reality) ที่ทางโคเปนเฮเกนบอกว่าเป็นปรากฏการณ์จากการสังเกตที่ผ่านไปแล้วจึงอธิบายไม่ได้  หลังเรียนจบโบห์มสนใจจะทุ่มเทชีวิตให้กับการค้นหาความจริง ทำให้เขาตัดสินใจเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีและเป็นศาสตราจารย์ที่ปรินซ์ตัน   เดวิด โบห์ม แต่งตำราฟิสิกส์ว่าด้วยทฤษฎีแควนตัม (quantum theory) เสร็จในปี 1951 ที่เป็นตำราแควนตัมฟิสิกส์ที่ดีเยี่ยม และยังใช้กันอยู่ในเวลานี้ ท่ามกลางพายุร้ายทางการเมืองที่มาเล่นงานเขา เพราะเดวิด  โบห์ม ปฏิเสธที่จะไปให้การในด้านร้ายต่อโรเบิร์ต อ็อบเปนไฮเมอร์ (MaCarthyism and the  Un-American Act) ซึ่งทำให้เขาอยู่อเมริกาไม่ได้ และต้องย้ายไปอยู่ที่บราซิลพักใหญ่ก่อนที่จะได้งานที่ลอนดอน  การที่เดวิด  โบห์ม ต้องเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ นั่นเอง ที่น่าจะมีส่วนที่ทำให้โบห์มไร้โอกาสที่จะได้รับรางวัลโนเบลทั้งๆ ที่เขาควรจะได้

ในความเห็นที่เป็นส่วนตัวจริงๆ ผมคิดว่าในโลกของฟิสิกส์ใหม่ที่เราอาจพูดได้ว่าเป็นองค์ความรู้บริสุทธิ์ที่ใช้อธิบายที่มาและพัฒนาการของความรู้ (ontology and Epistemology) เดวิด โบห์ม ต้องเป็นผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ที่ระดับแนวหน้าที่สุด นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าจะเป็น หรืออย่างน้อยก็ต้องมีเดวิด  โบห์ม ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับไอน์สไตน์ ผู้ได้ป๊อปปูลาร์โหวตจากหนังสือพิมพ์ระดับนำของโลกหลายฉบับ เช่น ไทม์ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ของศตวรรษ  ผมเชื่อว่าความคิดเห็นนี้ มีนักฟิสิกส์ระดับยักษ์หลายคนเห็นด้วย  เช่น  จอห์น  บริกส์ เอฟ. เดวิด พีท เดวิด เชนเบิร์ก หรือแม้แต่ริชาร์ด เฟย์นแมน  ที่ให้ความนับถือโบห์มเป็นพิเศษ และมักเดินทางไปเยี่ยมเดวิด โบห์ม ที่ลอนดอนบ่อยๆ ขณะที่ นักฟิสิกส์ระดับนำอีกส่วนหนึ่ง  จัดให้โบห์มเป็นประหนึ่งตัวแทน (protege) ของไอน์สไตน์ ควบคู่กับสตีเฟน ฮอว์กิ้ง ที่ถูกจัดให้เป็นทายาท (heir) ของไอน์สไตน์  ผมถึงได้บอกว่าเดวิด โบห์ม ที่เป็นประหนึ่งตัวแทนนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีความสามารถหรือความเหมาะสมเท่าๆ กับผู้ที่ตนแทน

การพูดเรื่องเดวิด  โบห์ม  หรือไดอะล็อก ย่อมต้องเอ่ยถึงชื่อของกฤษณามูรติ เพราะไดอะล็อกเริ่มจากการพูดคุยกันระหว่างคนสองคนนี้ที่พบกันเป็นประจำ  โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ เดวิด  โบห์ม รู้จักและต่อมามีความสนิทสนมกับกฤษณามูรติหลังจากเขาได้เข้าใจในความคิดของกฤษณามูรติ – การแสวงหาธรรมชาติของความคิดและการเข้าถึง “ความหมาย” ที่แฝงเป็นเนื้อในของความจริงแท้  ซึ่งก็คือหนึ่งที่เป็นทั้งหมด (wholeness) จากหนังสือของกฤษณามูรติที่ซาร่าภรรยายืมมาจากห้องสมุด เพราะซาร่ารู้สึกแปลกที่วิทยาศาสตร์ใหม่กับความรู้เร้นลับ   ในที่นี้  เดวิด โบห์ม กับกฤษณามูรติ ต่างก็พูดถึงความจริงแท้ตามที่ตนรู้ไปในทางเดียวกัน  โบห์มพบกับกฤษณามูรติเป็นประจำ  และบอกว่าเป็นกฤษณามูรติด้วยที่เห็นกับเขาและเน้นถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์สู่ความเป็นทั้งหมด  ที่น่าจะมีส่วนให้โบห์มสร้างไดอะล็อกขึ้นมา  (ผมคิดเอาเองจากข้อมูลนี้ และความละม้ายคล้ายคลึงกันว่า  เดวิด โบห์ม อาจจะได้วิธีไดอะล็อกมาจากไดอะล็อกระหว่างพราหมณ์ที่ชื่ออุทธาวะกับพระกฤษณะในอุทธาวะคิตา  (UthavaGita) ก็เป็นไปได้

การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงนั้น  คุณสมบัติสำคัญสำหรับผมก็คือต้องเป็นคนช่างสงสัยและแสวงหาอย่างไม่ท้อถอยต่อคำตอบสุดท้ายของคำถามว่า   “อะไร”   (what)  “อย่างไร” (how)  และ “ทำไม” (why) ให้ได้มากที่สุดของทั้งสามคำถามว่าด้วยธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง   นั่นหากเราดูให้ดีๆ จะพบว่านักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ใหม่ระดับนำทุกคนต่างก็เป็นเช่นนั้น   จริงๆ   แล้วสองคำถามแรกนั้นเราแทบทุกคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมดาๆ  อาจตอบได้หมด  แต่คำตอบต่อคำถาม “ทำไมนั้นตอบไม่ได้ หรือไม่สามารถตอบได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ไม่ว่าที่ได้จากห้องทดลองหรือการสังเกต ซึ่งจริงๆ แล้วก็ใช้อวัยวะรับรู้อันเดียวกัน   ดังนั้น  นักฟิสิกส์แนวหน้าแทบทุกคนจึงเป็นนักปรัชญาด้วย  คือใช้ปรัชญา  โดยเฉพาะอภิปรัชญา (metaphysics) ที่ต่อยอดบนแควนตัมฟิสิกส์มาใช้เป็นพื้นฐานของคำตอบ ผมเชื่อว่านักฟิสิกส์โนเบลทุกคนเป็นเช่นนั้นไม่มากหรือน้อย  แต่เดวิด โบห์ม นั้นจะพิเศษกว่าใครๆ  คือเดวิด โบห์ม เป็นทั้งนักปรัชญาเต็มตัวเท่าๆ กับเป็นนักฟิสิกส์ชั้นยอด และไดอะล็อกระหว่างโบห์มกับกฤษณามูรติจึงมักเป็นเรื่องของธรรมชาติ  ของความคิด หรือความหมายของการดำรงอยู่และความสัมพันธ์เชื่อมโยงของทั้งหมดที่มีลักษณะที่เป็นปรัชญาเต็มที่   – “ไม่มีอะไรที่อยู่นิ่งๆ  ทั้งหมด..ไหล…(it  is flux)” ในการแสวงหาและเข้าถึงความจริง  นั่นเป็นแควนตัมฟิสิกส์ส่วนหนึ่งกับปรัชญาอีกส่วนหนึ่ง  ทั้งสองวินัย ที่เดวิด โบห์ม นำไปใช้เป็นพื้นฐานของความคิดของเขามาตลาดเวลา   75  ปีของชีวิต  ซึ่งทั้งเดวิด โบห์ม และกฤษณามูรติต่างเห็นด้วยกันว่า ในคำถามทุกคำถามที่เราถามนั้น – หากเป็นคำถามที่ถูกต้องจริงๆ   – มันจะต้องมีข้อสันนิษฐานของคำตอบ (per-supposition) ซ่อนหรือแฝงอยู่ในคำถามนั้น  มันเป็นเรื่องยากที่เราจะเข้าถึงความคิดที่อยู่หลังข้อสันนิษฐานของคำตอบนั้น เพราะมันอยู่ลึกมาก  หรืออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ และนั่นคือผลที่เราได้จากการทำไดอะล็อก  เราแสวงหาเพื่อที่เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติของความคิด  (ที่โบห์มบอกว่าอยู่ลึกมากและเชื่อว่าเป็นข้อมูลสากล)

นั่นคือปรัชญาของเดวิด โบห์ม ไดอะล็อกที่อยู่ที่ธรรมชาติของความคิดคือเป้าหมาย ความคิดนั้นมีสองระดับ ความคิดระดับล่าง (rational and personal thought) สร้างที่สมอง  ปัญญาธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในทุกขณะที่เรารู้สึกตัว นั่นคือเมื่อเราตื่นขึ้นกับความเป็นสอง อันเป็นผลของอัตตาที่แยกเราผู้สังเกตหรือผู้รับรู้ออกจากสิ่งที่ถูกสังเกตที่ถูกรับรู้ ส่วนความคิดระดับบนนั้น อาจจะเป็นคลื่นสากลจากนอกสมองที่กล่าวไปแล้วที่มาของมันเอง  เช่นในสมาธิหรือมาทีหลัง ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาธิที่มีรูปแบบต่างๆ – เดวิด โบห์ม มักพูดบ่อยๆ ถึงศิลปะและสุนทรียกรรม  (arts and aesthetics) ที่ฟิสิกส์เข้าไปไม่ถึงว่าผลของงานศิลปะและสุนทรียกรรม   เช่น บทกวีหรือภาพวาดนั้น – โดยหลักการ – ไม่ได้แตกต่างไปจากญาณทัสนะที่ผู้ปฏิบัติธรรมปฏิบัติศาสนาได้รับ  ฉะนั้น – เราอาจแปลธรรมชาติของความจริงหรือที่มาของธรรมชาติของความคิด  อันเป็นหลักการที่สำคัญของทฤษฎีของโบห์ม (ใช้แควนตัมฟิสิกส์เป็นฐาน)   ที่มีอยู่สองหลักการ   คือ   องค์กรภายนอก  (explicate order) ที่คลี่ขยายปรากฏออกมาเป็นรูปฟอร์มของสรรพสิ่ง  หนึ่ง กับองค์กรที่ม้วนซ่อนเร้นทั้งหมดเอาไว้ที่ภายใน implicate  order) หรือที่ซ่อนจักรวาลทั้งหมดเอาไว้อีกหนึ่ง  นั่นคือหลักการที่อยู่เบื้องหลังศิลปะและสุนทรียกรรม และก็ที่อยู่ข้างหลังญาณทัสนะอันเป็นเรื่องของศาสนาด้วย

นักคิดที่เป็นนักฟิสิกส์และนักจิตวิทยาหลายคนเชื่อว่า   นั่นเป็นความคิดที่มาเองโดยไม่ผ่านอัตตา เพราะมาจากนอกสมอง และไม่ได้ผ่านการบริหารของสมองจึงไม่มีเหตุผล เมื่อเกิดกับผู้หนึ่งใดในขณะนั้นๆ เพราะความเป็นสากลมันจึงกลายเป็นคลื่นความคิดของทุกๆ คนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นั้น  มีสมาธิร่วมกันในที่นั้น และการฟังอย่างลึกซึ้งเองก็อาจให้สมาธิระดับสูง ถึงอุเบกขาเอกัคคตาก็ได้

เดวิด โบห์ม ถึงได้พยายามอธิบายที่มาของคลื่นอันเป็นสากลนั้น ด้วยแนวคิดทางฟิสิกส์ (model) ที่เขาสร้างขึ้นเพื่อหาความจริงของจักรวาลปรากฏการณ์   (ordibary reality)  แค่หลังจากที่โบห์มได้พูดคุยกับไอน์สไตน์ (ที่เป็น  realist – “พระเจ้าไม่เล่นการพนันหรอก”) ดังที่กล่าวไว้ข้างบนนั้น โบห์มได้ปรับแนวคิด (model) ของเขาที่เรียกกันว่า  neoreallism  ประหนึ่งจะท้าทายอ้อมๆ หลักการของโคเปนเฮเกนที่โบห์มเองก็เห็นด้วยในตอนแรก  ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็สามารถอธิบายในทางวิทยาศาสตร์แควนตัมถึงที่มาของคลื่นสากลอันเป็นหัวใจของเดวิด โบห์ม ไดอะล็อกได้ด้วย

โบห์มชี้ให้เห็นว่าอาศัยสมการคลื่นของชโรดิงเกอร์  (Schroedinger’s  wave  equation) อิเล็กตรอนที่อยู่ในสภาพแควนตัม   (quaff) ที่สามารถบอกตำแหน่ง (position) ก็ได้  หรือบอกความเร็ว (momentum) ก็ได้นั้น  แต่เราบอกทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันไม่ได้ด้วยสมการดังกล่าว  เดวิด  โบห์ม นำมาสร้างแนวคิดให้อิเล็กตรอน (ในสนามแควนตัม) เป็นได้แต่อนุภาคตลอดเวลา  แต่สามารถจะเชื่อมโยงกับสนามอีกสนามหนึ่งที่อยู่เหนือสนามแควนตัมนั้นขึ้นไปอีก  การเชื่อมโยงกันจะต้องอาศัยคลื่นของสนามเหนือแควนตัมนั้น  ที่โบห์มเรียกว่า  “คลื่นนำร่อง”  (pilot  wave) นั่นคือ คลื่นที่เคลื่อนที่ด้วยกฎเฉพาะตัวของมัน – เคลื่อนที่มองไม่เห็น  – แต่รับรู้ได้จากสภาพที่เปลี่ยนไปของอิเล็กตรอน  อิเล็กตรอนหรืออนุภาคใดก็ตาม หากเรามองจากแนวคิดของโบห์มมันก็จะแตกต่างไปจากที่เข้าใจกัน  ที่เข้าใจกันนั้นเข้าในว่า  อิเล็กตรอนจะอยู่ในสภาพทางแควนตัม  (quaff or quantum stuff) คืออิเล็กตรอนมีศักยภาพของความเป็นไปได้  (probability) ของการเป็นอนุภาคหรือสสารก็ได้  แต่ขณะเดียวกันจะมีสภาพของความเป็นคลื่นซ้อนซ้ำ (superposition) อยู่ตลอดเวลา  แต่ด้วยแนวคิดของโบห์มนั้น อนุภาคจะเป็นได้ก็แต่อนุภาค อิเล็กตรอนนั้นมีจริง  มีตำแหน่งหรือมีโมเมนตัมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้เท่านั้นจริงๆ   แต่สภาพคลื่นที่เราคิดว่าเป็นอีกสภาพหนึ่ง  – ที่เป็นคุณสมบัติแท้ๆ – ของอิเล็กตรอนนั้นไม่จริง  สภาพคลื่นของอิเล็กตรอนเป็น “คลื่นนำร่อง” มาจากสนามเหนือแควนตัมที่ให้อิทธิพลทำให้เหมือนกับว่าอิเล็กตรอนมีสภาพคลื่นเป็นของมันเอง

นั่นคือธรรมชาติของความจริง   นั่นคือธรรมชาติของความคิดตามโมเดลของโบห์ม  ที่ให้ลักษณะของความเป็นคลื่นที่สากล  คลื่นที่สามารถไปได้ในทุกตำแหน่งแหล่งที่ได้พร้อมๆ กันอย่างทันทีทันใด รับรู้ร่วมกันได้โดยไม่มีสถานที่หรือมีกาลเวลามากำหนด.

This entry was posted in Dialogue and tagged . Bookmark the permalink.

One Response to เดวิด โบห์ม กับไดอะล็อก

  1. u_Smolin says:

    ผมชอบนะ BOHM นี่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s