ห้าหลักใหญ่ของศิลปป้องกันตัวหวิงชุน

 

มวยหวิงชุนมีห้าหลักใหญ่ในการต่อสู้ ซึ่งคือการวางสรีระ (assuming structure) การสกัด (Intercepting) การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้ (breaking an opponent’s structure) การไล่ (chasing) และการปรับสภาวะ (adjustment)

การวางสรีระ (Assuming Structure)

คำว่า”ไป๋จ๋อง”ของหวิงชุนนั้นโดยทั่วไปแปลว่าการตั้งการ์ดหรือท่าเตรียมพร้อม ท่าก่อนการต่อสู้ คำแปลเหล่านี้ไม่ถูกทีเดียว คำว่าไป๋ในภาษาจีนแปลว่าวาง ตั้ง จัด หรือเตรียมพร้อม ในขณะที่คำว่าจ๋องในภาษาจีนแปลว่าหมุดที่ตอกลงในดิน เสาเข็ม หรือโครงสร้างแนวตั้ง ดังนั้นเมื่อรวมกันคำว่าไป๋จ๋องในหวิงชุนหมาย ความถึงการวางโครงสร้างสรีระร่างกายของเราให้สัมพันธ์กับโครงสร้างสรีระของ คู่ต่อสู้โดยจัดปรับสภาวะให้เราได้เปรียบคู่ต่อสู้ โครงสร้างและสรีระของเราต้อง ปรับเปลี่ยนได้ (Dynamic) ตลอดเวลาตามคู่ต่อสู้  ปรับตาม ความกดดัน ตำแหน่ง เวลา จังหวะ และความไวและการฟังของการสัมผัส (pressure, position, timing, and sensitivity) เราจำต้องปรับตามสภาวะตลอด (ซึ่งนั้นก็อาจจะ เป็นคำแปลที่ดีของคำว่าหวิงชุน ซึ่ง หวิงแปลว่าชั่วนิรันดร์ ชุนแปลว่าคงอยู่หรือ ผลิ)

ในการต่อสู้ทั่วไปจะมีท่าเตรียมพร้อมก่อนต่อสู้ ท่ายืนตั้งการ์ดก่อนจะเข้าสู่การ ต่อสู้กับคู่ต่อสู้บางท่าก็เปิดบางท่าก็ปิด หวิงชุนไป๋จ๋องต่างกันคือไป๋จ๋องเป็น จุดอ้างอิงไม่ใช้ท่าต่อสู้ (fighting posture) นี่คือการที่เราเตรียมพร้อมด้วยสภาพ จิตใจในการรับการจู่โจม

โดยปกติหากคู่ต่อสู้เริ่มด้วยท่าเปิด เขาอาจจะวางดัก (trap) ล่อให้เข้ามา (to lure in) หลอกให้บุก (to entice entry) สิ่งนี้เรียกรวมกันว่าการล่อให้ตี เรา เชื่อกันว่าไม่มีท่าพร้อมที่แท้จริงในหวิงชุนเมื่อทุกท่าคือท่าพร้อมและเราได้ถูก ฝึกให้ต่อสู้ได้จากทุกท่า ท่าที่พร้อมไม่ใช่ท่าที่ตายตัวแต่เป็นการที่เราเตรียม พร้อมทั้งการวางโครงสร้างสรีระและภาวะจิตของต่อสู้ (body placemnet and mental attitude and preparation)

ท่าเตรียมพร้อมบางท่าอาจจะดูน่าเกรงขามเพื่อให้คู่ต่อสู้เกิดความครั่นคร้าม หรือระวัง อย่าถูกหลอกโดยท่าเหล่านั้น ถูกชักให้เขวหรือแม้แต่กลัว ท่าเหล่า นั้นไม่ได้แสดงถึงความสามารถในการต่อสู้ของเขา

ไป๋จ๋องเป็นท่าหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งหมายถึงการเตรียมในการรุกและรับซึ่งหลายสิ่ง จะเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน เราต้องมีความสงบและความพร้อมในการตอบสนอง และคุมเส้นกลางและเส้นกลางร่วม ท่ายืนต้องฝังรากแต่ไม่ถึงไม่สามารถ เคลื่อนที่ได้หรืออยู่กับที่หรือแข็งเกร็งหรือตาย คุมแนวราบของบ่าและเอวให้ตั้ง เส้นฉากกับเส้นกลางระหว่างเรากับคู่ต่อสู้เพื่อให้ร่างกายเราสามารถใช้อาวุธหรือ เครื่องมือของเราได้มากและสะดวกที่สุดกับเขา

ด้วยไป๋จ๋องเราต้องรับข้อมูลของคู่ต่อสู้ในเวลาที่จำกัด การใช้สายตาสังเกตุคู่ต่อสู้ ไม่ว่าเป็น ท่าที โครงสร้างสรีระร่างกายที่ยืนอยู่ข้างหน้าเรา การหายใจ ท่ายืน ความสมดุลย์ ศูนย์ถ่วง ความแข็งแกร่งของร่างกายของคู่ต่อสู้และสภาพแวดล้อม เพื่อที่เราสามารถใช้เพื่อความได้เปรียบ สายตาจ้องที่กลางทรวงอกคู่ต่อสู้ซึ่งคือ จุดเริ่มต้นที่การเคลื่อนไหวของแขนแม้ว่าการมองสายตาคู่ต่อสู้จะมองเห็นท่าที เขาได้ การมองที่อกคู่ต่อสู้จะเห็นถึงการท่าร่างและการเคลื่อนไหวของเขา ในระยะไกลความสัมผัสโดยสายตาสำคัญที่สุดในระยะใกล้สะพานสัมผัสสำคัญ ที่สุด เราต้องใช้สายตา เพื่อให้ได้ข้อมูลของคุ่ต่อสู้ที่สุดก่อนสัมผัส ฝึกตาไม่ ใช่เพื่อมองอย่างเดียวแต่ให้รู้ลึกถึงเจตนาของคู่ต่อสู้

ครูหวิงชุนบางท่านให้สังเกตุข้อศอกและเข่าเพื่อที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะตีแต่คำ แนะนำเข่นนั้นเหมาะสำหรับผู้เริ่มฝึกเท่านั้น นักมวยที่ฝึกมาได้ปานกลางจะ มองการลอยจมและการบิดของบ่า ส่วนระดับสูงจะมองที่อกเพื่อที่จะตรวจจับ แม้กระทั่งความบิดเกลียวเคลื่อนไหวแต่น้อยนิดและการเปลี่ยนแปลงของภาพเบื้อง หน้า 

เราไม่ควรจะมองหน้าเพราะคู่ต่อสู้อาจใช้สายตาในการลวง ต้องฝึกตาไม่ให้ กระพริบในเวลาาต่อสู้โดยเฉพาะการต่อสู้ด้วยอาวุธ การจ้องต้องไม่คงที่ เราต้องใช้สายตากวาดไปเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ เรามีคำพูดในหวิงชุน ว่า “เห็นรูปตีรูป เห็นเงาตีเงา” คำพูดนี้ลึกซึ้งเพราะนั้นหมายความว่าเราฝีกจนไม่มองที่ จุดเดียว และเตือนเราว่าเราไม่สามารถที่จะเชื่อตลอดเวลาเราเห็นร่างหรือรูปแบบ ของคู่ต่อสู้

การประจันหน้าคือจุดสุงสุดของการไป๋จ๋อง (ภาษาจีนเรียกว่า จิ้วหมิ่น จิ้วเหย่ง จี่หงึงเหย่ง ตุยเหย่ง หรือ ตุยหมิ่น)  เมื่อประจันหน้าสิ่งที่สำคัญคือเราต้องคุม ตำแหน่งและพื้นที่ที่เหมาะสมซึ่งในหวิงชุนคือการรักษาไว้ซึ่งเส้นกลาง

ในการไป๋จ๋องเราวางมือถามและมือป้อง (asking hand and guard hand) หลานท่านเข้าใจผิดคิดว่ามือทั้งสองคือท่าตั้งรับของหวิงชุน ที่จริงแล้วมือทั้ง สองเป็นเพียงจุดอ้างอิง มือถามคือมือที่ยื่นคำถามให้คู่ต่อสู้ มือป้องคือมือที่ ป้องกันเราเวลาเขาถามเรากลับ ทั้งสองข้างเป็นได้ทั้งมือถามและมือป้อง

เมื่อเรากล่าวถึงมือถามและมือป้อง เราพยายามที่จะควบคุมประตูในและประตู นอกซึ่งเราใช้เป็นจุดอ้างอิงของตำแหน่งร่างกาย เราแบ่งร่างกายเป็นเก้าโซน ด้วยกัน บน กลาง ล่าง ขวานอก ขวาใน และ ตำแหน่งซ้ายนอกทั้งหลาย บาง ท่านก็จะแบ่งเป็นหกโซนด้วย บน กลาง ล่าง ของขวาและซ้าย

เราควบคุมประตูเราตลอดและมุมที่เข้ากระทำที่ให้เราสามารถใช้มือทั้งสองได้ ในเวลาเดียวกัน ข้อศอกจะคงประจำอยู่ที่หนึ่งกำปั้นครึ่งจากร่างกายเพื่อที่จะหลีก เลี่ยงข้อผิดพลาดสองข้อของหวิงชุนคือหนึ่งสะพานที่ถูกเหนี่ยวรั้งหรือแขนที่ เคลื่อนที่ได้ สะดวกสองคือศอกบินหรือข้อศอกที่อยู่ในตำแหน่งที่แย่ที่สุด ที่เราไม่สามารถจะป้องกันตัวเองได้ เราต้องคงไว้ซึ่งพลังศอกจม (elbow down power) เพื่อที่จะเชื่อมแขนคุณกับโครงสรีระร่างกายของคุณการประจันหน้า คือการวางตำแหน่งที่ถูกต้อง ผู้เริ่มฝึกอาจจะเผจิญหน้าตรงๆกับคู่ต่อสู้ ผมเชื่อว่า การประจันหน้าที่ถูกต้องเป็นเวลาที่คุณได้เปรียบคู่ต่อสู้ เป็นเวลาที่คุณมีสองแขน ต่อคู่ต่อสู้แขนเดียว หรือเวลาที่คุณมีสองแขนต่อคู่ต่อสู้ที่ไม่มีเลย เพื่อที่จะทำ เช่นนี้ได้ท่าม้า (footwork) ต้องสัมพันธ์กับสะพานทั้งสอง ท่าม้านำไปสิ่งที่เรา เรียกว่าการไล่ซึ่งผมจะกล่าวต่อไปข้างล่าง

การสกัด (Intercepting)

ข้อสำคัญของหวิงชุนอีกข้อคือจิด (Jeet หรือการตัดออกหรือสกัด) เราต้องคิด ก่อนทำก่อนและพร้อมที่จะสกัดคู่ต่อสู้ก่อนที่เขาที่จะบุกต่อ ตั้งใจที่จะวาง ร่างกายเราอยู่ข้างหน้าคู่ต่อสู้และจำกัดการเคลื่อนไหวของเขา จุด่สำคัญของการ สกัดคือการรู้ถึงก่อนการเคลื่อนไหว  นักมวยที่ดีจะเรียนรู้มวยอื่นๆเพื่อให้เข้าใจถึง เทคนิค โครงสร้างสรีระ การรู้ล่วงหน้าถึงวิถีอาวุธ (telegraphic motions) การสกัดคือจุดพบและจุดที่เราคุมเส้นกลางของคู่ต่อสู้

ถ้าเราไม่สัมผัสกับคู่ต่อสู้เมื่อเริ่มเผจิญหน้าคุณต้องเข้าอย่างสัมพันธ์กับจังหวะ และเวลาเข้า (เวลาเริ่มต้นของคุณ) การรุกหรือการรับรุก (to initiate attack or counter attack) ซึ่งต้องอาศัยการสกัด ดัก ทำลายความมั่นใจในดุลยพินิจ  และการชลอการตอบโต้ (intercepting, trapping, or destroying to cause mental unbalance and to delay reaction time) ฝึกที่จะเข้ากระทำขณะคู่ต่อสู้ ขณะเตรียมการ (preparing)  ขณะเริ่มออกอาวุธ (developing) ขณะการออกอาวุธ จนสุด (extension) ขณะถอย (withdrawing) หรือขณะหยุดระหว่างท่า (in a transitory pause phase) นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า การเข้าขณะเตรียมการ การเข้าขณะเริ่มออกอาวุธ การเข้าขณะการออกอาวุธจนสุด การเข้าขณะถอย การเข้าขณะหยุดระหว่างท่า และการเข้าที่จุดตรวจการตอบสนอง (on response check) ซี่งจะอธิบายต่อไปนี้

การเข้าระหว่างเตรียมการ (Entry on Preparation) คือการเข้าขณะที่คู่ต่อสู้ เตรียมที่จะตีเรา นี่คือการโจนใส่ก่อนที่เขาจะบุกเข้ามา

การเข้าขณะเริ่มออกอาวุธ(Entry on Development) นี่คือการเข้าขณะที่คู่ต่อ สู้เริ่มออกอาวุธซึ่งเป็นเวลาที่อาวุธยังไม่ออกจนสุดที่มีกำลังพอที่จะตีเราได้ โดยนัยแล้วเรากลบการตีของคู่ต่อสู้เสียสิ้น

การเข้าขณะการออกอาวุธจนสุด(Entry on Extension) การเข้าลักษณะนี้เป็น การแสดงออกถึงวิธีการรุกและรับที่แย่ที่สุด เพราะเราต้องรับมือกับแรงที่ออกสุด ของคู่ต่อสู้ การยืดจนสุด โมเมนตั๊ม และแรงเฉื่อยที่จะหยุดการโจมตีของเขา มวยหวิงชุนจะเตือนการเข้าในลักษณะนี้

การเข้าขณะถอย(Entry on Withdrawal) การเข้าเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อคู่ต่อสู้ได้จู่ โจมแล้วพลาดหรือเข้าเป้า ที่สำคัญคือเราต้องเข้าด้วยสรีระและโครงสร้าง ของร่างกายทั้งหมดเพื่อที่จะกลบการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป

การเข้าที่จุดตรวจตอบสนอง (Enter on Response Check)หลังจากที่คู่ต่อสู้ ได้ตีเข้าเป้าโดยทั่วไปจะมีหยุดเพื่อที่จะกวาดดูความเจ็บปวดที่เขาก่อกับเรา และฟังหรือตรวจจับการตอบสนองของเราเวลานี้เป็นเวลาที่ดีเยี่ยมในการเข้าและ ตอบโต้

มันเป็นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเมื่อคุณปิดช่องว่างระหว่างคุณกับคู่ต่อสู้ ในการเข้าคุณเป็นหนึ่งเดียว เมื่อส่วนหนึ่งของคุณเคลื่อนทั้งร่างกายเคลื่อน

การเข้าต่างๆนี้แสดงให้เป็นถึงความเข้าใจในการเคลื่อนไหวด้วยจังหวะเดียว เวลาในการตีจากจุดAไปจุดB ในการโจนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ก้าวหนึ่งไป อีกก้าวหนึ่ง ก่อนที่เราจะกล้าที่จะเข้ากระทำตามจังหวะเหล่านี้เราต้องเข้าใจ ถึงการเวลาเข้ากระทำในจังหวะเดียวต่างๆ จังหวะเดียวนี้มี จังหวะหนึ่งส่วนสี่ หนึ่งส่วนสอง สามส่วนสี่ และที่คล้ายกัน เข้าขณะถอยคือหนึ่งเศษหนึ่งส่วนสอง เมื่อคู่ต่อสู้ได้ใช้แรงจนสุดและกำลังถอยจากต่อยหรือแตะของเขา การเข้า ณ. จุดตรวจการตอบสนองคือการเข้าในสองจังหวะเต็ม

ระยะเวลาเช่นนี้เป็นหัวเลียวหัวต่อระหว่างการเคลื่อนไหว การสกัดหมายถึงการทำ ให้คู่ต่อสู้ตอบโต้ช้าลง เวลาในการตอบโต้จะถูกลดลงเมื่อเขาไม่ได้ถูกฝึกอย่าง ถูกต้อง ไม่สามารถประเมินผลเองได้ ขาดความคล่องตัว สูงอายุกว่า เหนื่อยล้าหรือ บาดเจ็บ ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่สบายใจ ภวงค์ถึงทางเลือกมากไป หายใจ หนักหน่วง  และเมื่อจุดศูนย์ถ่วงไม่มั่นคง หวิงชุนมีประสิทธิภาพได้เพราะเรา สามารถทำให้คู่ต่อสู้ตอบสนองได้ช้าลง ซึ่งทำให้เรามีโอกาสที่จะรุกต่อไปได้ สมองเราต้องแยกแยะการกระตุ้นและคำถามที่คู่ต่อสู้ให้เราแล้วตอบคำถามอย่าง ถูกต้องด้วย การตอบสนอง (appropirate response)  อาวุธยุทโทปกรณ์ (tool) โครงสร้างร่างกาย (body structure) ระยะ (distance) จังหวะ (timing) และ ตำแหน่ง (positioning) ที่ถูกต้อง

หลังการสัมผัสกับอาวุธคู่ต่อสู้ เราต้องหยุดการเชื่อมต่อโดยการย้ายร่างกายเราหรือ การชักนำแรงของคู่ต่อสู้ไปอีกทิศ การยืนที่ถูกต้องตลอดสำคัญมากในขณะนี้ การ ที่เราสามารถหยั่งรู้ได้ว่าช่วงไหนจะเชื่อมต่อหรือหยุดการเชื่อมต่อคือแก่นสารที่ได้จาก ประสพการณ์และคือหัวใจของหวิงชุน ความไวต่อสัมผัส (sensitivity) ขึ้นอยู่กับความ สามารถนี้และเราต้องใช้มันในสิ่งที่ผมเรียกว่าการตรวจการตอบสนอง ในการตรวจการ ตอบสนองเราตรวจสอบความเสียหาย สังเกตุสิ่งที่เรียกว่าสัญญานใบ้ (non-verbal signs) เราเปลี่ยนเมื่อคู่ต่อสุ้เปลี่ยนและตามจังหวะการตีของคู่ต่อสู้ แม้ว่าหวิงชุนจะไม่ เน้นถึงการถอย บางครั้งเราหยุดเชื่อม (withdraw) จากการตีของคู่ต่อสู้เพื่อที่จะทำการ ตรวจการตอบสนอง ตัวอย่างของการอธิบายจะเห็นได้จากเวลาเราใช้ ท่าปิ๊วจี๋ หรือนิ้วบิน หรือ ท่าฝากเสาหรือท่าสลัดแขน

มีสามวิธีที่จะรู้ถึงเจตนาคู่ต่อสู้ หนึ่งคือการเกาะติดกับคู่ต่อสู้ (sticking)  สองคือตอน กดหรือดักเขา (pinning or trapping) สามคือตอนการจัดพร้อมหรือการนำคู่ต่อสู้ (setting-up or guiding) ทั้งสามวิธีนี้คุณต้องส่งแรงกดดันเพื่จะรู้ว่าคู่ต่อสู้จะตอบ สนองอย่างไร

คุณจะไม่สามารถที่จะตรวจการตอบสนองได้หากคุณยุ่งกับสิ่งอื่นอยู่ คาดคะเนผิด การด่วนเข้า ไม่สามารถจะรู้มากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าได้ ยุ่งกับหลายสิ่งในเวลาเดียว กัน หรือตอนถูกขัดจังหวะ ดังนั้นจึงต้องมุ่งมั่นและอยู่ตรงกลางตลอดเวลา

การทำลายโครงสร้างสรีระร่างกายของคู่ต่อสู้ (Breaking the Opponent’s Structure)

การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้เป็นแก่นสารที่สำคํญในการใช้หวิงชุนในการต่อสู้ นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า พอจ้งซีน หรือการทำลายศูนย์ถ่วงหรือเส้นกลาง  (breaking the center of gravity or centerline) หรือ ชั่มคิ่ว หรือการจมเข้าไปในโครงสร้างร่างกาย ของศัตรู (sinking the opponent’s structure) เราหวังที่จะทำลายเส้นสันหลัง หรือ ที่เราเรียกว่าเส้นกลางตัว เราทำได้โดยการบิดหรือทำให้เสียรูปของแนวราบนี้ในขณะ เดียวกันทำลายจุดศูนย์ถ่วงของศัตรูทำให้โครงสร้างร่างการของเขาอ่อนแอต่อการ โจมตี  เป้าหมายคือการทำให้เขาช้าลงหรือหยุดที่จะโต้ตอบหรือตอบสนอง เมื่อเรา ได้ทำลายฐานการโจมคีของคู่ต่อสู้ เขาตีเราไม่ได้อีกต่อไป นี่คือการการทำลายโครง สร้างสรีระคู่ต่อสู้

มวยหวิงชุนจะทำลายโครงร่างของศัตรูด้วยการกดดันตลอดเวลาหรือที่เราเรียกว่า การครอบคลุม (crowding) เราต้องการกดดันศัตรูตลอดเวลาครอบคลุมการเคลื่อน ไหวของเขา อย่าให้ศุตรูสามารถตีได้จนสุดหรือสามารถออกอาวุธถึงขีดสุดหรือจนยืด สุด เรากินเข้าไปในพื้นที่เขาเปรียบเช่นตัวอามีบ้า เมื่อเขาถอยหนึ่งนิ้วคุณต้องเคลื่อน เป็นกิโล เมื่อเขาถอยจนติดกำแพงเราต้องดันจนเขาทะลุกำแพงไป เราสามารถที่จะ ทำลายโครงสร้างด้วยการดันหรือดึงและวางเขาในตำแหน่งที่เราตีเขาจนน่วม

มวยหวิงชุนอาศัยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเคลื่อนไหวคือการเคลื่อนไหวซึ่งคุณใช้ ที่จะสำเร็จในการในการต่อสู้ด้วยการทำลายล้างคู่ต่อสู้ ซึ่งมาจากการ คุม ชักนำ นำพา เกาะติด หักเห หรือการผสมของสิ่งเหล่านี้  (controlling, guiding, leading, sticking, deflecting, combinations, and so on) สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ทำให้เกิดความล่าช้า จากตะหนกของศัตรู แต่เป็นการวางศัตรูในที่อันตรายเพื่อเราสามารถจะพิชิตเขาได้ ในตำรามวยจีนสิ่งนี้คือการข้ามสะพาน (bridge crossing maneuvers) มันคือการ เชื่อมต่อของการเคลื่อนไหว ตำแหน่งซึ่งประกอบด้วยสองอนุภาคของการสำเร็จ โทษและการดึงกลับ การสำเร็จโทษคือการจบการต่อสู้ด้วยอาวุธที่มีอานุภาพไม่ว่าจะ เป็นมือเท้าหมัดศอก คว้าจับล็อคข้อขั้นสุดท้าย ทุ่มหรือการกดจมอยู่กับพื้น การดึงกลับคือการหยุดการโจมตีศัตรเมื่อเขาไม่สามารถส้ต่อได้ ซึ่งจะนำเราไปสู่หลักสำคัญอีกหลักของการไล่

การไล่ (Chasing)

การไล่ในภาษาจีนเรียกว่า จุ้ย คือท่าต่อเนื่องเพื่อที่จะตามหรือตัดการเคลื่อน ไหวของศัตรูที่จะหนีหรือต่อสู้ การไล่เป็นการที่บังคับคู่ต่อสู้จำต้องสู้กับคุณและ เป็นการหาชัยภูมิที่ได้เปรียบ มองหาจุดตีและหาทางเข้าตีให้ได้ ต้องมาหาโอกาสที่ จะทำลายโครงสร้างศัตรู มันง่ายที่จะเคลื่อนตัวเรามากกว่าเราเคลื่อนคู่ต่อสู้ยกเว้น   เมื่อเจตนาของเขาต้องการที่จะถอยหรือเมื่อคุณสามารถทำลายแรงเฉื่อยข้างหน้าของ เขาและแทนที่ด้วยแรงเฉื่อยไปข้างหลัง จุดประสงค์ของการไล่คือการหาชัยภูมิ เปิด  โครงสร้างศัตรู หาโอกาสที่จะล้มเขาลง คุมเส้นกลางและการหันเข้าหาและการวาง ตัวอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

การปรับสภาวะ (Adjustment)

การปรับสภาวะคือสำคัญยิ่งเมื่อเราเองอยู่ในอันตรายโดยโครงสร้างเรากำลังจะถูก ทำลาย ในสถานการณ์เช่นนี้คุณต้องปรับเปลี่ยนท่าก้าวให้เข้ากับสถานการณ์ เราเรียก ท่าก้าวนี้ว่า หวุ่ยม๋าซึ่งหมายถึงท่าก้าวกลับ (returning step) เราไม่เคยถอยในหวิงชุน แต่เป็นยุทธวิธีใน การรวบรวมใหม่ วางแผน หรือปรับท่าก้าวให้สอดคล้อง  (regroups, plans, or adjusts the step) ปรับท่าก้าวให้สอดคล้องคือเครื่องมือที่ใช้ในการ สร้างตำแหน่งที่ดีกว่าเพื่อที่คุณจะไป๋จ๋องได้อีกและเริ่มขบวนการตามหลักทั้งห้าได้อีก การไล่และการปรับสภาวะคือตัวบทแห่งการเปลี่ยนและกลับสู่เส้นศูนย์

สรุป (Conclusion)

หลักทั้งห้าของหวิงชุนคือจุดรวมของความมีประสิทธิภาพของศิลปป้องกันตัวหวิงชุน หลักสามข้อแรก การวางสรีระ (assuming structure) การสกัด (Intercepting) การทำลายโครงสร้างสรีระคู่ต่อสู้ (breaking an opponent’s structure) คือแก่น ของการประจันหน้าและการหยุดการโจมตี ถ้าเราทำสำเร็จเราไม่จำเป็นต้องปรับ สภาวะหรือทำการไล่ศุตรู การป้องกันตัวคือการที่เราสามารถที่จะตีกลับได้ทันที หลังจากที่เราหยุดการโจมตีของศัตรู  หลักทั้งห้าของหวิงชุนคือหลักที่มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันตัวโดยการเข้าใจถึงเวลาจังหวะที่ถูกต้องและการวางตำแหน่งของร่างกาย อาวุธและแนวป้องกันในการต่อสู้

Five main  Principles of  Wing Chun Self Defense

โดย อาจารย์ โรเบิรต์ ชู

พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารตำนานวิทยายุทธ์ ปี 1999 ฉบับที่ 5

จาก Website ของอาจารย์ โรเบิรต์ผ่าน www.wingchunkuen.com

แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์อนันต์ ทินะพงศ์ 

This entry was posted in wingchun and tagged . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s